Thursday, January 17, 2013

News


http://solarpower-rungarun.blogspot.com/

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=136348:2012-08-14-09-55-26&catid=88:2009-02-08-11-23-46&Itemid=418

http://www.ryt9.com/s/prg/1495828

ไทยแดดเยอะแต่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่าญี่ปุ่น 100 เท่า



510618ไทยแดดเยอะแต่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์น้อยกว่าญี่ปุ่น 100 เท่า
ผอ.โซลาร์เทคชี้ญี่ปุ่นมีแดดน้อยกว่าไทยแต่ใช้โซลาร์เซลล์มากกว่าไทยร้อยเท่า แนะเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ด้อยโอกาสในชนบท เผยคนไทยผลิตโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูง - ต้นทุนต่ำได้แล้ว ภาคเอกชนเสนอควรติดโซลาร์เซลล์ตามสถานที่ราชการสำรองไฟยามเกิดภัยพิบัติ
ด้วยเห็นว่าประเทศไทยเป็นเมืองร้อนและมีแสงแดดมากแบบไม่ต้องซื้อหา หากเปลี่ยนบางส่วนมาเป็นไฟฟ้าได้ คงประหยัดค่าพลังงานได้มาก ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้ติดตามไปเก็บข้อมูลจากวงเสวนา“โซลาร์เซลล์ พลังงานทางเลือกในอนาคต” ซึ่งจัดขึ้นในงานแถลงข่าวเปิดโครงการ “M-150 Ideology ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรม โซลาร์เซลล์”
ดร.พอพนธ์ สิชฌนุกฤษฏ์ ผผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติ (โซลาร์เทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) กล่าวเปิดประเด็นผ่านเทปวิดีโอว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีแสงแดดมากกว่าญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าแห่งพลังงานแสงอาทิตย์มาก
ทั้งนี้ ผอ.โซลาร์เทค ชี้ว่า ประเทศญี่ปุ่นมีปริมาณแสงแดดทั้งปีเพียง 70% ของบ้านเรา ทว่ากลับเป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากกว่าไทยถึง 100 เท่า แสดงให้เห็นศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่มาก ขณะที่ประเทศไทยยังไม่ได้นำออกมาใช้
“อีกประมาณ 20 ปี ในปี พ.ศ.2573 ญี่ปุ่นตั้งเป้าที่จะผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้ได้ 10% ของความต้องการไฟฟ้าทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนไฟฟ้าที่ไทยเราใช้อยู่ทั้งหมดในปัจจุบัน” ดร.พอพนธ์ให้สัมภาษณ์ผู้จัดการวิทยาศาสตร์เพิ่มเติม
แม้ปัจจุบันญี่ปุ่นยังมีพลังงานแสงอาทิตย์ใช้เพียง 1.7% หรือเพียง 10 กิกะวัตต์ของความต้องการไฟฟ้าทั้งหมดจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 100 กิกะวัตต์ใน 20 ปีข้างหน้า ทว่า ดร.พอพนธ์เชื่อว่ามีความเป็นไปได้แน่นอน ซึ่งไฟฟ้า 1 กิกะวัตต์จะเท่ากับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ถึง 1 โรงทีเดียว
นอกจากนี้ ดร.พอพนธ์ มองว่า สำหรับคนในตัวเมืองแล้ว พลังงานแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าอาจไม่มีความจำเป็นอะไรนัก ทว่าจะดียิ่งขึ้นหากเราจะใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปผลิตกระแสไฟฟ้าแจกจ่ายให้กับชาวบ้านในชนบทห่างไกลที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ จึงเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงไฟฟ้าสู่ผู้ด้อยโอกาส
อย่างไรก็ดี นายกมล ตรรกบุตร กรรมการสภาวิศวกร ให้ข้อมูลว่าจุดด้อยของพลังงานแสงอาทิตย์คือต้นทุนการผลิตที่สูงมาก โดยในยุคเริ่มต้นของพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยเมื่อราวปี 2520 ซึ่งเกิดวิกฤติพลังงานเหมือนปัจจุบัน ขณะนั้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนวัตต์ละ 250 บาท การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์รุ่นใหม่ให้มีราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
ในจุดนี้ นายเอกชาติ หัตถา นักวิจัยโซลาร์เทค ให้ข้อมูลแก้ว่า ในปัจจุบันนักวิจัยไทยสามารถแก้ข้อจำกัดด้านต้นทุนการติดตั้งเซลล์แสงอาทิตย์ได้แล้ว โดยโซลาร์เทคสามารถผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดฟิล์มบางอะมอร์ฟัสซิลิกอนได้ด้วยต้นทุนต่ำกว่า 100 บาทต่อวัตต์ ขณะที่ประสิทธิภาพการแปลงแสงแดดเป็นไฟฟ้ายังเพิ่มขึ้นสูงสุด 15.7% ด้วย ดังนั้นการขยายผลสู่การเชิงพาณิชย์ด้วยนวัตกรรมแปลกใหม่จึงเป็นที่น่าสนใจติดตามมาก
ส่วนนายสุวัฒน์ เชาว์ปรีชา ประธานกรรมการบริหารบริษัท ฤทธา จำกัด แสดงความคิดเห็นว่าแม้ปัจจุบันเซลล์แสงอาทิตย์ยังมีราคาค่อนข้างแพงไปบ้าง แต่เราก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ในฐานะแหล่งจ่ายไฟสำรองในเวลาที่แหล่งเชื้อเพลิงอื่นๆ ไม่สามารถใช้การได้ อาทิ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างพายุนาร์กีส โดยสถานที่สำคัญทางราชการควรจะต้องมีไว้รับมือหากเกิดปัญหาโดยต้องไม่ชะล่าใจ หรือประมาทว่าจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้
ปิดท้ายที่ รศ.ดร.สมชัย รัตนธรรมพันธ์ ภาควิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปว่า การพัฒนานวัตกรรมแสงอาทิตย์ที่เป็นที่ต้องการในอนาคตไม่จำเป็นต้องเป็นของที่มีราคาแพงเท่านั้น แต่อยู่ที่การใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งนั้นเองเป็นจุดที่เขาฝากโจทย์ให้คนรุ่นใหม่นำไปพัฒนานวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ของประเทศต่อไป
สำหรับโครงการ “M-150 Ideology ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรม โซลาร์เซลล์” จัดขึ้นโดยบริษัท โอสถสภา จำกัด ภายใต้การสนับสนุนของโซลาร์เทค เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาจับกลุ่มกัน 10-12 คน เพื่อส่งแนวคิดนวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์เข้าประกวด โดย 5 ทีมสุดท้ายจะได้รับการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม 2 แสนบาท พร้อมนำผลงานไปติดตั้งใช้จริงในพื้นที่เป้าหมายของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สนใจดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ www.m-150.com
 
 http://www.research.chula.ac.th/rs_news/2551/N006_18.htm
 

พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย...สู่พลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า


พลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย...สู่พลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า

พลังงานแสงอาทิตย์นั้นเป็นพลังงานที่เป็นต้นกำเนิดของวัฏจักรของสิ่งมีชีวิตทำให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำและธาตุต่างๆ เช่น คาร์บอน พลังงานแสงอาทิตย์จัดเป็นหนึ่งในพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูงสำหรับประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และยังเป็นพลังงานที่สะอาดไม่มีอันตรายในตัวมัน ไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ ซึ่งเป็นพลังงานที่อยู่รอบๆตัวไม่ต้องไปหาซื้อหรือนำเข้าเหมือนกับพลังงานชนิดอื่นๆ  เสมือนมีแหล่งพลังงานมหาศาลที่ได้มาเปล่าๆ อีกทั้งยังเป็นพลังงานที่เกิดใหม่ได้ไม่สิ้นสุด
ทั้งนี้ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หลากหลายอย่าง ซึ่งจากอดีตที่ผ่านมายังสามารถนำมาใช้ในขบวนการถนอมอาหารโดยการตากแห้ง หรือใช้สำหรับการตากเสื้อผ้าซึ่งเป็นหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนเรา  นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้โดยตรงที่ไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีสูงมากนัก เช่น การทำเครื่องต้มน้ำแสงอาทิตย์   การทำเตาแสงอาทิตย์หรือเตาสุริยะ  การทำเครื่องกลั่นน้ำแสงอาทิตย์ การทำเครื่องอบแห้งผลิตผลเกษตรกรรม และอื่นๆ อีกมากมาย และยังเชื่อว่าโลกในอนาคตอันใกล้นี้จะมีสิ่งประดิษฐ์จากพลังงานโซลาร์เซลล์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาตอบสนองในยุคประหยัดมากขึ้นอีกด้วย
สำหรับในปัจจุบันนั้นเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตเป็นพลังงานความร้อน หลังจากเกิดวิกฤตด้านพลังงานเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงขึ้น ประกอบกับพลังงานเชื้อเพลิงธรรมชาติเริ่มเหลือน้อยลง ซึ่งคาดการณ์ว่าจะใช้ได้ไม่เกิน 18 ปีข้างหน้านี้  และจากปัจจัยดังกล่าวพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นพลังงานทดแทนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อประเทศไทย สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า รวมถึงการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ เพื่อรองรับการขาดแคลนพลังงานในอนาคตตามที่กูรูหรือนักวิชาการด้านพลังงานหลายคนคาดการณ์เอาไว้
และจากการยืนยันของผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานหลายท่านว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่อยู่ในเขตเส้นศูนย์สูตร พลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีแสงแดดจ้าตลอดปีและอยู่ในปริมาณที่ค่อนข้างนาน ใน 1 วัน มีแสงแดดประมาณ 8-9 ชั่วโมง และมีแสงแดดที่เข้มข้นเพียงพอเพื่อผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 5 ชั่วโมง ถือว่ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งเลยทีเดียวครับ
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันนี้พลังงานแสงอาทิตย์ได้รับความนิยมจากผู้ประกอบการและนักลงทุนขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนเซลล์แสงอาทิตย์ถูกลง 2 เท่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาทำให้มีผู้สนใจจัดตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มขึ้น โดยมีผู้ยื่นความจำนงจัดตั้งโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ประมาณ 2800 เมกกะวัตต์ มากกว่าแผนถึง 6 เท่าตัวที่กระทรวงพลังงานเปิดให้สัมปทานเพียง 500 เมกะวัตต์
นอกจากนี้แล้วราคาอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีแผงโซล่าร์เซลล์นั้นมีแนวโน้มที่ถูกลงกว่าที่กล่าวมาข้างต้นอีก เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐได้ให้การสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาและผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เห็นแล้วสำหรับบางบริษัทที่นำเข้าเซลล์แสงอาทิตย์มาเป็นวัตถุดิบในการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศไทย
ประกอบกับการสนับสนุนของกระทรวงฯ ในหลายด้านที่เป็นปัจจัยเอื้อหนุนให้ผู้ประกอบการสนใจมาลงทุนมากขึ้น ซึ่งล่าสุดมีกูรูด้านพลังงานออกมาบอกว่า มีความเป็นไปได้ว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาปรับเปลี่ยนวงเงินอุดหนุนจากระบบ Adder ในราคา 6.50 บาทต่อหน่วยเป็นระบบ Feed-in tariffs ซึ่งจะได้ในราคา 7.50 ต่อหน่วยโดยจะไม่ผูกพันกับค่า เอฟที และค่าไฟฟ้าฐานซึ่งจะคงที่ในราคานี้ตลอดระยะเวลาของโครงการซึ่งหากมีการปรับเปลี่ยนเกิดขึ้นก็จะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนรายเล็ก รายใหญ่หันมาลงทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์กันมากขึ้น
ทั้งนี้และทั้งนั้น ณ ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ประมาณ 60 เมกะวัตต์ และภายในสิ้นปีนี้บุคคลในแวดวงพลังงานบอกว่ากำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 150 เมกะวัตต์นั้นก็เนื่องจากว่าสิ้นปีจะมีโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเกิดขึ้น โรง โดยในเดือนตุลาคม 2554 นี้ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ อ.บางประอิน จ.อยุธยา จะเริ่มเดินเครื่องกำลังการผลิต38 เมกะวัตต์ และเดือนพฤศจิกายน 2554 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ของ บริษัท พัฒนาพลังงานธรรมชาติ จำกัด ที่ อ.โคกสำโรง จ.ลพบุรี จะเริ่มผลิต 55เมกะวัตต์ และจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็น 73 เมกะวัตต์ในปีหน้า
และจากการลงทุนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้นคาดว่ากระทรวงพลังงานจะมีการปรับเป้าในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นซึ่งจากแผนเดิมเป้าอยู่ที่  500 เมกะวัตต์ในแผนพลังงานทดแทน 15 ปี
อย่างไรก็ตามถึงแม้ปัจจุบันราคาอุปกรณ์เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์จะมีราคาถูกลงจาก 2 ปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มที่ราคาจะลดลงอีกก็ตาม แต่ผู้ประกอบการหลายบริษัทก็ยังไม่กล้าตัดสินใจลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานโซลาร์เซลล์ เนื่องจากรอความชัดเจนของการปรับเปลี่ยนระบบการคิดค่า Adder มาเป็นระบบFeed-in tariffs พร้อมกับรอความชัดเจนในการปรับเป้าแผนการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ซึ่งหากมีการปรับเป้าเพิ่มขึ้นก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสในการลงทุนของภาคเอกชนได้มากขึ้น
สรุปแล้วการผลิตไฟ้ฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับประเทศไทยนั้นมีศักยภาพที่ดีพอต่อการผลิต หากรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะการสนับสนุนให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศให้สามารถผลิตอุปกรณ์ต่างๆได้เองโดยไม่ต้องอาศัยการนำเข้า ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์ในอนาคตจะมีราคาถูกลงมากกว่าเดิม และเมื่อตลาดมีความต้องการพลังงานประเภทนี้เพิ่มขึ้นก็จะทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์มีมากขึ้นด้วยเช่นกัน หรืออนาคตอาจจะเป็นพลังงานที่สำคัญมากที่สุดของการใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้าเลยก็ว่าได้...ลืมคำว่าพลังงานนิวเคลียร์ไปได้เลย

บางจากเบรกลงทุนโซลาร์ฟาร์ม 2 หมื่นล.



บางจากเบรกลงทุนโซลาร์ฟาร์ม 2 หมื่นล.

    บางจากเบรกแผนลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์มูลค่ากว่า 2.5 หมื่นล้าน หลัง"เฮียเพ้ง"ยังไม่ชัดเจนเปิดรับซื้อไฟฟ้าใหม่ หันซบเพื่อนบ้านแทน ลุยลงทุนให้ได้ตามเป้า 500 เมกะวัตต์
    ขณะที่สนพ.ชงฟีตอินทรารีฟโซลาร์เซลล์ 7 บาทต่อหน่วย อุดหนุนให้กับโรงไฟฟ้าชุมชน 800 เมกะวัตต์ วงในเผยเกิดได้ยากผลตอบแทนต่ำ ชุมชนไม่มีเงินร่วมลงทุน  
       นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" กรณีที่นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังไม่มีนโยบายชัดเจนในการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์ฟาร์ม) หลังจากหยุดรับซื้อไปเมื่อช่วงกลางปี 2553 เนื่องจากมีผู้เสนอขายไฟฟ้าเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 2 พันเมกะวัตต์   ทำให้บางจากต้องกลับมาทบทวนแผนการลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่จากเดิมมีเป้าหมายที่จะลงทุนให้ได้ 500 เมกะวัตต์ภายในระยะเวลา 5 ปี ใช้เงินลงทุนเกือบ 4 หมื่นล้านบาทจากปัจจุบันที่มีแผนลงทุนแล้ว 170 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการแล้วเสร็จในปี 2556
    "จากนโยบายที่ไม่มีความชัดเจนนี้เอง ทำให้บางจากไม่สามารถวางแผนการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม  330 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท จึงต้องชะลอแผนการลงทุนออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อรอดูว่ากระทรวงพลังงานจะมีนโยบายการส่งเสริมออกมาหรือไม่"
    อย่างไรก็ตาม บางจากยังมีความสนใจที่จะขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ แต่หากภายในประเทศไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ ก็มีแผนที่จะออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เพราะภายหลังประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซีมีผลบังคับใช้ในปี 2558 ก็ไม่จำเป็นต้องลงทุนในประเทศเพียงอย่างเดียว  หากกฎหมายเปิดโอกาสก็สามารถเข้าไปลงทุนได้ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตตามเป้าหมายได้
    "แม้บางจากชะลอโครงการขยายกำลังการผลิตโซลาร์เซลล์ออกไปก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะยกเลิก ซึ่งยังมองโอกาสลงทุนในต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ยังตั้งเป้าที่จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ในปั๊มที่จะสร้างใหม่ทุกแห่ง จากปัจจุบันติดตั้งไปแล้ว 2 แห่ง ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าไม่มาก"
    แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ศึกษาแนวทางสนับสนุนการรับซื้อไฟฟ้าตามต้นทุนที่แท้จริง(ฟีตอินทรารีฟ) สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รับทราบแล้ว  เบื้องต้นฟีตอินทรารีฟของการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาและอาคารต่างๆ จะอยู่ที่ประมาณ 9-10 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์ฟาร์ม)อยู่ที่ 7 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 20 ปี ที่คาดว่าจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้ในเร็วๆนี้
    ทั้งนี้นายพงศ์ศักดิ์มีนโยบายที่จะใช้ฟีตอินทรารีฟ เข้าไปสนับสนุนโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชนในปริมาณ 800 เมกะวัตต์ หลังจากที่ได้มีการกลั่นกรองใบอนุญาตที่หมดสัญญาหรือไม่สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ตามระยะเวลาที่กำหนด จากที่มีการยื่นขอขายไฟฟ้ามากว่า 3 พันเมกะวัตต์ เหลือเพียง 1.2 พันเมกะวัตต์ เมื่อรวมกับการส่งเสริมรับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบฟีตอินทรารีฟ จะทำให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 2 พันเมกะวัตต์ ภายในปี 2564
    ส่วนผู้ประกอบการที่ยื่นขอรับส่งเสริมรับซื้อไฟฟ้ามาแล้วในรูปแบบค่ารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มหรือ Adder ในอัตรา 6.50 บาทต่อหน่วย แต่กระทรวงพลังงานยังไม่มีการตอบรับการรับซื้ออีก 800-900 เมกะวัตต์ ก็จะมีการยกเลิกทั้งหมดด้วย เพื่อให้มีการยื่นเสนอขายไฟฟ้าเข้ามาใหม่ในรูปแบบฟีตอินทรารีฟแทน ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ประกอบการไม่สนใจเข้ามาลงทุน เพราะมีผลตอบแทนต่ำเพียง 13% ขณะที่รูปแบบ Adder มีผลตอบแทน 20-30 % ขณะเดียวกันการตั้งโรงไฟฟ้าจะต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมหรือการเข้าถือหุ้นของชุมชน ตามนโยบายใหม่ของนายพงศ์ศักดิ์ หากเป็นโครงการขนาดใหญ่ 8-9 เมกะวัตต์ขึ้นไปใช้เงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 700-800 ล้านบาท ทางชุมชนคงไม่มีเงินมาร่วมลงทุนกับโรงไฟฟ้าได้ จึงเป็นอุปสรรคหนึ่งต่อการลงทุนของผู้ประกอบการ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ 26 พ.ย. 2555

เฟิร์ส โซลาร์



เฟิร์ส โซลาร์ ร่วมมือเซนฟา ทำโครงการสาธิตประสิทธิภาพฟิล์มบางในจีน โดยเฟิร์ส โซลาร์สนับสนุนแผงโซลาร์เซลล์ฟิล์มบางเทคโนโลยีขั้นสูง พลังงาน 2 เมกะวัตต์

 
ข่าวเทคโนโลยี ThaiPR.net -- ศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2555 16:36:31 น.
กรุงเทพฯ--21 ธ.ค.--อาซิแอม เบอร์สัน-มาร์สเตลเลอร์
เฟิร์ส โซลาร์ อิงค์ (ชื่อย่อในตลาดหลักทรัพย์แนสแดคว่า FSLR) ลงนามในข้อตกลงกับบริษัท เซนฟา นิว อีเนอร์จี้ ไซแอนซ์ แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด (Zhenfa New Energy Science & Technology Co., Ltd.) เพื่อสนับสนุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีฟิล์มบางขั้นสูง พลังงาน 2 เมกะวัตต์ ให้แก่โครงการของเซนฟาในมณฑลซินเจียง ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 โดยความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นโครงการสาธิตเชิงพาณิชย์โครงการแรกของเฟิร์ส โซลาร์ ในประเทศจีน ที่จะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ (Photovoltaic) ของเฟิร์ส โซลาร์ที่ครบวงจร
มร.บรูซ ยง กรรมการผู้จัดการและรองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เฟิร์ส โซลาร์ ประเทศจีน กล่าวว่า “ข้อตกลงครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญของเฟิร์ส โซลาร์ ในการสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนของจีน ด้วยเทคโนโลยีแสงอาทิตย์ที่ทันสมัยและความเชี่ยวชาญของเฟิร์ส โซลาร์จากที่ต่างๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ นับเป็นเกียรติและน่ายินดีที่จะได้ร่วมงานกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างเซนฟา เพื่อแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีฟิล์มบางของเรานั้นก้าวล้ำเพียงใด ผมหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้เฟิร์ส โซลาร์ ได้ร่วมงานกับกิจการชั้นนำของจีน ทั้งที่อยู่ในประเทศจีนและในประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่อไป”
มร.ซาห์ เซนฟา ประธาน บริษัท เซนฟา กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับเฟิร์ส โซลาร์ ผู้สนับสนุนแผงเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับโครงการสำคัญของเรา ความร่วมมือครั้งนี้จะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีระหว่างกัน นับเป็นการผนึกกำลังที่เหมาะสมลงตัว ซึ่งหวังว่าจะมีโอกาสทำงานร่วมกันอีกในอนาคต เพื่อสรรค์สร้างพลังงานทดแทนที่สะอาด เพื่อประเทศจีนและโลกของเรา”
“กลยุทธ์ส่วนสำคัญของเฟิร์ส โซลาร์ คือการทำงานกับพันธมิตรจีนในการสร้างคุณค่าร่วมระหว่างกัน ไม่ว่าจะในประเทศจีนหรือในต่างประเทศ ข้อตกลงระหว่างเฟิร์ส์ โซลาร์และเซนฟา จะเป็นตัวอย่างความร่วมมือระหว่างบริษัทด้านพลังงานทดแทนชั้นนำของจีนและสหรัฐฯ ที่จะยังประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่าย” มร.ยงกล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชน โปรดติดต่อ
พิชญ์สิณี / สาธิดา อีเมล์ phitsinee.h@abm.co.th
บริษัทอาซิแอม เบอร์สัน-มาร์สเตลเลอร์ จำกัด โทร. 0 2252 9871

"เอมไพน์โซล่า"ผนึกจีน บุกตลาดโซลาร์เซลล์ไทย





(e)

ธุรกิจ : Marketing

วันที่ 20 สิงหาคม 2555 11:33

"เอมไพน์โซล่า"ผนึกจีน บุกตลาดโซลาร์เซลล์ไทย

พฤติกรรมการใช้พลังงานของมนุษย์ที่ไม่ระมัดระวัง ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกกำลังจะหมดลงในไม่ช้า
โปรโมชั่น กทม-เชียงใหม่จองเลย บินเลย ภายใน 31 ม.ค.นี้ เริ่มต้นที่ 2,015 บาท ต่อเที่ยวBangkokair.com
โซล่าเซลล์ 99% ลดล้างสต๊อจะสร้างไฟใช้เอง หรือใช้ร่วมกับไฟฟ้า ประหยัดไฟได้ล้าน% 280w.วัตต์ละ 29บ.www.xn--o3cwb3b8fua9c.com/0820241113
อบรมฟรีวันอาทิตย์ที20มกราขายของออนไลน์ทำเว็บติดหน้าแรกSEO การตลาด Online สร้างยอดขายหลักแสนwww.Ran4U.com
ทุกคนต่างวิ่งหาพลังงานทดแทน ทั้งจากพืชธรรมชาติ รวมถึงพลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์มาใช้ ซึ่งคาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกๆ ปี 
 ชิษณุชาพ์ กรพินธุ์ธเนศวร ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอมไพน์โซล่า จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแผงโซลาร์เซลล์ “เอมไพน์โซล่า” เปิดเผยว่า จากนโยบายการสนับสนุนการใช้พลังงานทดทนและพลังงานสะอาดของภาครัฐ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือพลังงานจากแสงอาทิตย์ ประกอบกับประเทศไทยมีที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน รวมถึงทรัพยากรโลกเริ่มจะหมดลงในไม่ช้า บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสในการทำตลาดแผงโซลาร์เซลล์ในไทย ที่มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นต่อเนื่อง
 โดยเมื่อเดือน ธ.ค. 2554 บริษัทได้ลงนามความร่วมมือกับ บริษัท ยูนนาน รีนิวเอเบิล อีเนอร์จี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตแผงโซลาร์เซลล์ชั้นนำจากประเทศจีน เพื่อเป็นผู้ทำตลาดแผงโซลาร์เซลล์เอมไพน์โซล่า แต่เพียงผู้เดียวในไทย โดยให้บริษัท ยูนนาน เป็นผู้ผลิตสินค้าป้อนให้กับตลาดในประเทศไทย เน้นจับกลุ่มลูกค้าโครงการ 70% และลูกค้าทั่วไป 30%
 แผนการทำตลาดในไทย เบื้องต้นได้เตรียมงบการตลาดปีแรก 10 ล้านบาท อาศัยการจัดกิจกรรมโรดโชว์ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า เพื่อแนะนำสินค้าโดยตรงกับกลุ่มเป้าหมาย จัดทีมขายตรงให้คำปรึกษาและแนะนำคุณประโยชน์ของสินค้า เพื่อให้ลูกค้าได้เกิดการทดลองใช้งานและนำไปสู่การซื้อสินค้าในที่สุด  พร้อมกันนี้ ยังอาศัยการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดีย เพื่อจับกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบความแปลกใหม่ ผ่านการจัดกิจกรรมการเขียนข้อความในหัวข้อ บ้านพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อชิงรางวัลการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ฟรี
 นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินจากจีน เพื่อให้ลูกค้าผ่อนสินค้าได้นานตั้งแต่ 36, 60 และ 90 เดือนในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และเป็นตัวแทนขออนุมัติเงินทุน ให้กับลูกค้าโครงการที่ต้องการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมให้คำปรึกษาด้านการลงทุน  
 ทั้งนี้เอมไพน์โซล่าได้ตั้งเป้าหมายปีแรกไว้ว่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท หรือ 30 เมกะวัตต์ มาจากกลุ่มธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม 100% และคาดว่าปีหน้าจะมีสัดส่วนรายได้จากโซลาร์โฮม 20%
 "จุดเด่นแผงเซลล์เอมไพน์โซล่า คือ สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านการออกแบบสินค้าที่ปรับแต่งได้ตามความต้องการ บริการหลังการขาย รวมถึงราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดถึง 30% โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 5 แสนบาทต่อบ้าน 1 หลัง สามารถประหยัดการใช้พลังงานได้ถึง 30% ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้าและสถานที่ในการติดตั้ง" ผู้บริหาร เอมไพน์โซล่ากล่าวและว่า ล่าสุดยังได้เตรียมก่อสร้างแวร์เฮ้าส์โดยลงทุน 50 ล้านบาท บนพื้นที่ 20 ไร่ ที่ จ.นครนายก เพื่อใช้จัดเก็บและกระจายสินค้าในภูมิภาคต่างๆ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงสิ้นปีนี้
 ในอนาคตอยู่ระหว่างการเตรียมขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า และลาว หลังจากการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 โดยระหว่างนี้ได้ทำการศึกษาข้อกฎหมายและนโยบายการลงทุนทั้ง 2 ประเทศแล้ว  
 

advertisement
advertisement
(e)
advertisement